6 โรคร้ายแรง! หายได้ใน 4 เดือน! ไม่ต้องใช้ยา! ความดัน เบาหวาน มะเร็ง คอเรสเตอรอล โรคอ้วน ตับอักเสบเรื้อรัง!

ความดัน เบาหวาน มะเร็ง คอเรสเตอรอล โรคอ้วน ตับอักเสบเรื้อรัง !  หายภายใน 4 เดือน! ไม่ต้องใช้ยา! โดย นายแพทย์ บุญชัย อิศราพิสิษฐ์  งานนี้คุณหมอเป็นเอง! รักษาเอง! หายขาดไม่ต้องใช้ยา!

!!! คบกับธรรมชาติดีๆ… 4 เดือน ก็ไม่มีโรคแล้ว ชีวิตเปลี่ยนแล้ว !!! โรคภัยไข้เจ็บหายหมด !!!

@youtube

“ถ้าคุณหมอป่วยเป็นโรคร้าย จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนไข้ เพราะความที่รู้ทางเดินของโรคภัยไข้เจ็บ แทนที่จะเป็นคุณ แต่กลับทำให้จิตตก! เลยตายเร็ว!”

แต่ คุณหมอบุญชัย เป็นโรคร้ายถึง 6 โรค! สามารถหายได้ !!!

คุณหมอ เล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า …  “ เพราะรู้อยู่แล้วว่าชะตากรรมจะเป็นยังไง ถ้าเรายังรักษาด้วยวิธีการแผนปัจจุบัน ซึ่งโดยปกติก็รักษาคนไข้ แต่เวลาที่เรารักษาคนไข้เราไปคิดนอกกรอบไม่ได้ เพราะว่ามันมีหลัก

วิชาการทางการแพทย์ที่เราต้องทำอยู่แล้ว  แต่ที่นี้ เรารู้ว่าถ้าเราเดินตามกรอบนี้ เรารู้ว่าในที่สุด มันไม่หาย! กินยาไม่มีการลดขนาด ต้องเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น!”

@youtube

“ตรงนี้, ต้องให้ความเป็นธรรมกับการแพทย์แผนปัจจุบันก่อนว่า ไม่ใช่ว่าแพทย์แผนปัจจุบันไม่ดี, การแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นการแพทย์หลักที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี เช่น การตรวจวินิจฉันโรคดีมาก

เครื่องมือดี ตรวจได้ละเอียด และรู้ว่าใช่ไม่ใช่ การรักษาโรคฉุกเฉินดีมาก ช่วยเหลือชีวิตคน(ได้ทัน) การรักษาโรคด้วยยาปฏิชีวนะ โรคติดต่อที่มีเชื้อโรค อันนี้ดีมาก โรคผ่าตัด โรคเปลี่ยนอวัยวะดีมาก”

“แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า! โรคที่ระบาดตอนนี้ เป็นโรคที่ไม่มีเชื้อโรค มันระบาดเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ผิด!”     

“มันระบาดมาจากประเทศที่เจริญแล้ว สู่ประเทศที่เจริญน้อยกว่า เพราะเราไปเลียนแบบการใช้ชีวิตเขามา แล้วเราก็เลยไปคัดลอกเอาโรคที่เขาเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆๆ เพราะฉะนั้นทิศทาง ผู้ป่วยในประเทศไทย

จะไม่มีทางเลยว่า โรคพวกนี้มันจะถอยหลังลง”

@pixabay            

แล้วเราจะทำยังไงดี ? … ต่อไปนี้คือ วิถีชีวิตอันสำคัญ ที่เราทุกคนควรจะได้ทำความเข้าใจ และแบ่งปันความรู้อันสำคัญนี้ไปให้กว้างที่สุด! เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ให้มากที่สุด!

คือ ถ้าเราตั้งใจปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติ! เราจะไม่เป็นโรคร้ายที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต! หรือถ้าเป็นโรค เราก็สามารถรักษาโรคร้ายหายขาดได้  และสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ถึง 120 ปี!

ตามเกณฑ์ที่ธรรมชาติออกแบบไว้! ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพียงแค่ 4 ประการ! คือ การกิน, การออกกำลังกาย, การพักผ่อน, และสำคัญสุด การดูแลจิตใจให้ดี … เท่านี้ชีวิตก็สดใส สุขภาพแข็งแรง !

ดังนั้นแล้วไปดูคำแนะนำของคุณหมอกันเลยค่ะ

1.เรื่องกิน

ธรรมชาติให้เรากินเพื่ออยู่ ฉะนั้นเราควรกินอาหารอย่างที่ควรจะเป็น ตามที่ธรรมชาติออกแบบมา

-เราควรกินอาหารสด  คือ ผัก ผลไม้ โดยกินครึ่งหนึ่งของความอิ่มในมื้อนั้นก่อน จะกินผลไม้อย่างเดียวก็ได้ ผักจิ้มน้ำพริก ผักกินเป็นสลัดอะไรก็ได้ ปั้นกิน ถ้าเป็นผลไม้ต้องกินทั้งกากด้วย ถ้าเป็นผัก สลัดกากได้

กินประมาณนี้ ครึ่งหนึ่งของความอิ่มของมื้อนั้น ได้ทุกมื้อยิ่งดี ที่เหลือเราก็กินของอร่อยที่ปลอดภัย ชีวิตจะได้มีสีสัน

-กินผัก ผลไม้ ก่อนทุกอย่าง เพราะ ในของสดมี “เอนไซม์” ซึ่งเป็นสารที่เป็นโปรตีน ที่ทำให้เรามีชีวิตที่ดำเนินไปตามปกติ เอนไซม์ เป็นตัวไปเร่งปฏิกิริยาเคมีในร่างกายเรา เมื่อเอนไซม์ถูกความร้อนมันตายหมด

@pixabay

เราก็ขาดตัวนี้ไป ( พวกผักต่างๆ ที่เอาไปต้ม จะสูญเลย )  และ เพราะว่า ทางเดินอาหาร ออกแบบให้ดูดซึมเอนไซม์สั้นๆ จากกระเพาะอาหาร ไปลำไส้ส่วนต้น ยาวแค่ 2 คืบ ( ลำไส้ยาว 7 เมตร ) แต่ 2 คืบ เท่านั้นที่ดูดซึมได้

เพราะฉะนั้น ต้องกิน(ผักผลไม้ก่อน ) และต้องพยายามเคี้ยวให้ละเอียด ถ้าแก่แล้วเคี่ยวไม่ไหว ก็ปั่นกิน แบบไม่สลัดกาก กินเข้าไป มันจะเป็นอาหารชะลอไว้ บำบัดโรคไปในตัวเสร็จ เท่ากับเรากินยาทุกมื้อ!

*** ทำได้อย่างนี้ ! เรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้เลย โรคที่ใช้ยาอะไรไม่หาย มันหายได้เลย เพราะยา ไม่ได้ไปกำจัดต้นเหตุ ไปแค่คุมอาการ ยาเบาหวาน ก็คุมอาการ ยาความดันก็คุมอาการ

ยาคอเรสเตอรอลก็คุมอาการ แต่การปรับนิสัยการกินของเรา คือ การแก้ไปที่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการเหล่านั้นเลย !!!

-การบริโภคน้ำตาล  เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคโดยไม่รู้ตัว ! เป็นเรื่องในชีวิตที่เราทำทุกวัน ! การกินน้ำตาลในชีวิตปัจจุบัน เรากินเกินกว่าที่ควรจะเป็น นับ 10000 % ต่อวัน !!!

เพราะในความเป็นจริงในเลือดมนุษย์ มีน้ำตาลแค่ครึ่งช้อนชา( น้อยมาก ) … หมายความว่า เครื่องดื่มสารพัดชนิดที่เราดื่มอยู่ทุกวัน (ดูปริมาณน้ำตาล…ว่ากี่กรัม ) 5 กรัม คือ 1 ช้อนช้า ถ้าในเลือดเรามี 2.5 กรัม

เราก็คำนวณเอาว่าที่เกินมามันกี่เท่า ?!

@pixabay

คำตอบสำหรับประเด็นนี้ชัดๆ คือ (ถ้าเราต้องการแข็งแรง) เราไม่ควรกินน้ำตาลเลย !!! เพราะ เมื่อเรากินผัก ในผักก็มีแป้ง ที่ย่อยได้ กินผลไม้ก็มีทั้งแป้งและน้ำตาลอยู่แล้ว ที่สำคัญการได้น้ำตาลจากธรรมชาติแบบนี้

เป็นการได้เพื่อบำรุงร่างกาย เพราะมันได้เข้ามาทีละนิดทีละนิด ร่างกายเราใช้ทัน จะไม่เกิดการสะสม

@rutlandreader

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับน้ำตาลอีก คือ สมมุติน้ำตาลมันเข้าไปในร่างกายเรา 10000 กว่า % จะเกิดอะไรกับร่างกาย … มันก็เกิด “ภาวะฉุกเฉิน” ขึ้นในร่างกาย ปกติร่างกายของมนุษย์ตามธรรมชาติ

เราจะมีเรื่องฉุกเฉิน คือ การหนีภัย หรือ เอาไว้ต่อสู้ ซึ่งร่างกายของเราจะผลิตน้ำตาลเยอะๆ ออกมา เพื่อจะใช้พลังงาน สมองจะสั่งการ ต่อมหมวกไตก็จะสร้างฮอร์โมนอะดรีนาลีน ฮอร์โมนสเตอรอยด์ ไว้ใช้กำลัง

ไว้ต่อสู้ด้วยกำลัง…แบบนี้ดี แต่ในชีวิตปกติเราไม่ได้ใช้กำลังอะไรมากมายอย่างนั้น   ฉะนั้น การกินน้ำตาลปริมาณมากเข้าไป จึงกลายเป็นว่าเราทำให้มันเกิดภาวะที่ต้องใช้กำลังตลอดเวลา ซึ่งเป็นสภาวะเทียม!

@pixabay

คือ เราทำให้เกิดภาวะต่อสู้อยู่วันหนึ่ง 10 ยก ! 20 ยก ! นั่นหมายความว่าร่างกายของเราก็ถูกทำลายทุกระบบ! ( คิดดูว่า…บ่อยแค่ไหน ? กี่กระป๋อง กี่แก้ว ?)  ถูกต้องละว่า มันทำให้เรารู้สึกดี เรารู้สึกสดชื่น รู้สึกมีแรง

แต่นั่นสำหรับใช้กำลังไปต่อสู้ แต่ไม่ใช่นั่งอยู่ดีๆ เราก็จัดการกับตัวเอง อย่างนี้บ่อยๆ ร่างกายถูกกระตุ้นบ่อยๆ เพราะฉะนั้น อวัยวะก็พัง  แล้วก็เกิดโรค ที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น

-ข้อแนะนำการบริโภคแป้ง   (ข้าว, ถ้าให้ดีควรเป็นข้าวกล้อง ) สำหรับคนอายุต่างๆ ( เพราะแป้งในที่สุดจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาล )

หลังอายุ 30 ปี กินข้าวมื้อละ 2 ทัพพี, อายุ 40 ปี กิน 1 ทัพพีครึ่ง, อายุ 50 ปี กิน 1 ทัพพี, อายุ 60 ปี กินครึ่งทัพพี

@minebeauty

-ไขมัน ต้องกิน แต่ต้องกินให้ถูกไขมัน!   ทุกวันนี้ไขมันที่ทำให้เราเจ็บป่วย เพราะเราไปกินไขมันที่ผ่านความร้อน คือ เอาไขมันไปเคี่ยว ไปทอด ผัดด้วยน้ำมัน ทำให้น้ำมันที่เคยดี คือ น้ำมัน/ไขมัน ที่ไม่อิ่มตัว

พอทอดปุ๊ป มันอิ่มตัว มันเปลี่ยนสภาพเป็นไขมันประหลาด ( Transfat ) เมื่อเข้าไปในร่างกาย มันก็จัดการ เปลี่ยนเป็นตัวเลวร้ายหมดเลย แปลว่า ต้องเลี่ยงของทอด กินให้น้อยลง

แล้วก็กินไขมันดิบบางส่วนเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำมันมะกอกดิบๆ

@matichon

น้ำมันมะพร้าวดิบๆ จะตักกิน ใส่สลัดกินก็ได้ เหล่านี้คือไขมันดี ต้องกิน!

@cleanjang

-เนื้อสัตว์ ต้องกินเนื้อสัตว์ที่ดี จำง่ายๆ คือ สัตว์น้ำดี !   เพราะสัตว์น้ำเป็นสัตว์ที่เลือดเย็น (จำพวกปลา ) เพราะปลาจะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เหมือนกัน ทำให้ไขมันของปลาเป็นไขมันดี อีกประการคือ

สัตว์น้ำ สายพันธุ์มันห่างจากคนเยอะ โรคปลาก็ไม่ติดคน  มะเร็งของมันก็ไม่เป็นที่เรา สารก่อมะเร็งมันก็ไม่เข้าเรา ( มันอยู่กันคนละสปีชีส์)

แต่ถ้าเป็นพวก วัว หมู สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนเรา … พวกนี้ ญาติใกล้ชิด โรคเดียวกัน สารก่อมะเร็งตัวเดียวกันหมดเลย

@store.qfreshshop

สารเร่งฮอร์โมน สารเร่งเนื้อแดง เข้าเราหมดเลย อะไรที่มันเร่งเขาได้ อะไรที่ผู้ผลิตฉีดใส่มัน ก็ถึงเราหมด ตัวเดียวกันเป๊ะ! ( ยารักษามะเร็งของคน ก็รักษามะเร็งในหมูในวัวได้หมด อันเดียวกันหมด)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเครียดของสัตว์ก่อนตายก็มาสู่เรา! ซึ่งมีนัยยะสำคัญ คือ เวลาสัตว์เครียดก็เกิดสารก่อมะเร็ง เวลามนุษย์เครียด ก็เกิดสารก่อมะเร็ง มันถึงกันหมด / กินกุ้ง กินหอย ยังปลอดภัยอยู่

ไก่ ก็จะรองลงมา เพราะไก่มันเป็นสัตว์เลือดอุ่น ถึงกระนั้นไขมันไก่ก็เริ่มไม่ดี แต่ว่า สายพันธ์มันยังห่างไกลจากเรา ถ้าเลือก ได้ ดีที่สุด ควรจะไปทาง ปลา สัตว์น้ำ

@sabaiclub

-นม …  นม กระทรวงสาธารณสุขยังส่งเสริมให้กินอยู่ แต่กินนานไป ควรจบแค่ 6 เดือนพอ !!! โดยเฉพาะนมวัว ( เรากินนมวัน จนโตเป็นผู้ใหญ่ ก็ยังกินกันอยู่ ) … ซึ่งมันเลยเป็นสาเหตุให้เกิดโรคภูมิแพ้ เกิดมะเร็งทั้งหลาย

เกิดจากกินนมนานไป เพราะอะไรที่กินมากเกินมันไม่ดีหมด! … ควรเปลี่ยนเป็นนมถั่วเหลือง เปลี่ยนเป็นโปรตีนจากพืช เปลี่ยนเป็นโปรตีนจากธัญพืช ให้มากขึ้น ลดโปรตีนจากเนื้อสัตว์ลง เราไม่ควรขาดโปรตีน

แต่ควรเปลี่ยนชนิดโปรตีน ที่เป็นโปรตีนสะอาดและไม่เกิดโรค

-ไข่,   มีคำแนะนำว่าถ้าจะกินไข่แดง 1 อาทิตย์ไม่ควรเกิน 3 ฟอง นั่นเป็นคำแนะนำที่ทำร้ายสังคมมาก ! ( เลยถูกแนะนำให้กินแต่ไข่ขาว ! ) ในความจริงเราควรกินทั้งฟอง แต่เพราะความกลัว “คอเรสเตอรอล”

ก็เลยคิดตรงไปตรงมาว่า กินไข่แล้วทำให้คอเรสเตอรอลในเลือดเยอะ คอเรสเตอรอลสูงอยู่แล้ว เลยงดกินไข่ มันฟังดูก็เข้าท่า! แต่ในความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น! ร่างกายเราซับซ้อน! ร่างกายสามารถ

สร้างคอเรสเตอรอลได้เอง โดยสร้างจากตับ สร้างจากสมอง ลำไส้ ฯลฯ  แต่อันตรายของ คอเรสเตอรอล ไม่ได้อยู่ที่ตัวมัน มันอยู่ไขมันที่มันไปจับคู่ ถ้ามันไปจับคู่กับไขมันตัวดี ก็จะดี มันจะไปล้างเส้นเลือด ให้สะอาด

@pixabay

แต่ถ้า คอเรสเตอรอล ตัวเดียวกัน ไปจับคู่กับไขมันตัวร้าย มันก็จะมาอุดตันเส้นเลือด ความผิด ไม่ได้อยู่ที่ คอเรสเตอรอล! ความผิดอยู่ที่ไขมันที่มันไปจับคู่ แล้วไขมันที่ไปจับคู่ ความผิดไม่ได้อยู่ที่ไขมัน

มันอยู่ที่ตัวเรา ! ที่เราใช้ชีวิตผิด !

*** คบกับธรรมชาติดีๆ ได้แบบนี้ … 4 เดือน ก็ไม่มีโรคแล้ว ชีวิตเปลี่ยนแล้ว !!! โรคภัยไข้เจ็บหายหมด !!!

@wellnesslightenment

2.  การออกกำลังกาย

การไม่ออกกำลังกาย เป็นสาเหตุของกระดูกฝ่อ กระดุกพรุน เกิดจากการไม่ลงน้ำหนัก ระบบการทำงาน หัวใจ ก็ไม่ได้ทำงานเต็มที่ ระบบหมุนเวียนเลือดก็ไม่ดี สมองก็ไม่ได้ถูกฝึกให้ทำงานเต็มที่

ต่อมเหงื่อก็ไม่ได้ทำงาน เหงื่อก็ไม่ออก ภาระไตก็เลยหนัก ไตก็เลยวาย แปลว่า การออกกำลังกาย เป็นความจำเป็นที่ต้องทำทุกวัน ขอครึ่งชั่วโมงพอ! ในระดับที่ได้เหงื่อ ได้หอบหายใจ

@aerobicdancevitalcampus

เพื่อไปล้างอากาศเสียชายปอดให้ออกมา ( ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ คิดดูว่า เล่นโทรศัพท์เสียเวลาไปเท่าไหร่ต่อวัน! ) กิจกรรมแต่ละวันก็ลองเปลี่ยนบ้าง จากขึ้นลิฟท์ เป็นเดินขึ้นบันได ช่วยภรรยาทำงานบ้าน ฯลฯ

3.  การนอน

ถ้ามนุษย์ไม่พักผ่อน ไม่กี่วันก็เสร็จแล้ว ช่วงเวลาทองของการนอน คือ 22.00 – 02.00 น. ธรรมชาติ Set มาอย่างนี้ ด้วยระบบฮอร์โมน ฮอร์โมนกับต่อมเหนือสมอง จะผลิตฮอร์โมนเมลาโตนินออกมา

เพื่อบังคับให้เราง่วง แล้วเราหลับ พอเราหลับ จะมีฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง คือ “โกรทฮอร์โมน” ที่เร่งการเติบโต เร่งการซ่อมสร้าง ออกมา 2 ฮอร์โมนทำงานคู่กัน ช่วงที่ฮอร์โมนจะออกฤทธิ์ดีที่สุด คือ 4 ทุ่ม – ตี 2

เราจะรู้ได้ว่ามันพอหรือไม่ คือ ตื่นแล้วสดชื่นไหม ? ถ้าตื่นแล้วสดชื่อ คือ พอ !!!

@romper

4.  เรื่องสำคัญที่สุด คือ เรื่องของ จิตใจ

มนุษย์เริ่มต้นก็เป็นสัตว์เซลล์เดียว ไข่ของคุณแม่ กับ สเปิร์ม คุณพ่อ ผสมกัน จึงเป็นมนุษย์เริ่มต้น ต้องครบคู่ก่อน ไม่งั้นยัง ไม่ใช่ชีวิต ! พอครบคู่เป็นหนึ่งเซลล์แล้ว ก็จะมีการแบ่งตัวรวดเร็วมหาศาล แบบเลขยกกำลัง

จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 16 เป็น 256 เป็น 56536 ที่ทุกเซลล์มีหน่วยพันธุกรรม คือ ยีน อันเดียวกัน แต่ถ้ามันแบ่งไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่คน ก็จะกลายเป็นก้อนเซลล์! แปลว่า ต้องมีอะไรสักอย่างควบคุมก้อนเซลล์นี้

ให้รูปร่างหน้าตาออกมาเป็น มนุษย์! “ตัวควบคุม” เราก็ไปนึกถึงสมอง แต่ระยะนั้น ไม่มีสมอง !!! ไม่มีเส้นเลือด ไม่มีหัวใจ ไม่มีอวัยวะเลย !!! ฉะนั้น สิ่งที่ควบคุมกระบวนการของร่างกาย ก็คือ จิต ซึ่งการมีจิต (จิตใจ) นี้เอง

ที่ทำให้ สิ่งมีชีวิต ต่างจากสิ่งไม่มีชีวิต คือ สิ่งมีชีวิต มีจิตมาควบคุม จิตมาคุมอวัยวะเรา ( สิ่งมีชีวิตแต่ไม่มีจิต เช่น ต้นไม้ : admin )

@storylog.co

ถึง ตรงนี้ หลายคน คงจะได้คำตอบแล้วว่า ทำไมเวลาที่เกิดความเครียด แล้วมีผลต่อความเจ็บป่วยของร่างกาย อย่างนั้นอย่างนี้ เพราะ “จิต” เป็นหัวหน้าใหญ่ของระบบทั้งหมด ! ที่เราไม่ค่อยให้ความสำคัญ !

และที่เราไม่ให้ความสำคัญเพราะเราไม่รู้จัก “จิต” เขาเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ !  แต่จริงๆ “จิต” มีตัวตน “จิต” เป็นพลังงาน!

พลังงานมีตัวตน เช่น ไฟฟ้า เป็นพลังงาน แต่จับไม่ได้ แต่มัน ทำงานได้ สนามแม่เหล็ก เป็นพลังงาน จับไม่ได้ แต่มีตัวตน ทำงานได้ ! จิต ก็แบบเดียวกัน แต่จับมาวางๆ ไว้ไม่ได้ แต่ควบคุมกายเราได้

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเริ่มเข้าใจ “จิต” แล้วเราสามารถปรับปรุง “จิต” ของเรา ให้มีประโยชน์ต่อร่างกาย ต่อสุขภาพ ให้มีประโยชน์ต่อวิถีชีวิตของเรา ให้มันมีสิ่งที่ดี นำพาชีวิตเราไปสู่ทางที่ดี

นี่ คือ สิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด ที่เราจะมีชีวิตที่ดีได้ ! …  หลายคน กำลังนึกถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระพุทธองค์ ตรัสสอนเรื่องนี้มานานแล้ว !

ที่สำคัญ คือ สมัยที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรม เรืองจิต ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์ เกิดขึ้นในโลกเลย ! 2600 ปี ที่แล้ว ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์สักคน ! วิทยาศาสตร์พึ่งมีการบันทึก เมื่อ 1000 กว่าปี

ที่เราใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้ ไม่ใช่การคิดค้นคนเดียว แต่เกิดจากเป็นมรดกตกทอดมา คนนี้ค้นคว้าแล้ว คนนี้ไปต่อยอด มีการบันทึกต่อยอด ไม่รู้กี่สิบล้านคนของนักวิทยาศาสตร์

@proud-siam

ยังรู้เรื่อง จิต ไม่เท่า พระพุทธเจ้า !   ทั้งนี้เพราะนักวิทยาศาสตร์ รู้เรื่องจิตแค่ 2 ระดับ คือ  ระดับที่ 1 จิตสำนึก คือ จิตในส่วนที่เรารู้สึกตัว พูดคุยกันอยู่   ระดับที่ 2 กับจิตใต้สำนึก คือ จิตที่เป็นแรงขับดันอยู่ข้างใน

เทียบให้เห็นได้ว่า สมมุติเป็นภูเขาน้ำแข็ง ส่วนที่พ้นน้ำ มีนิดเดียว ( จิตสำนึก ) แต่จิตใต้สำนึก ที่อยู่ใต้น้ำ มีส่วนที่มากกว่า ซึ่ง นักวิทยาศาสตร์เข้าใจเรื่อง “จิต” เป็นการเข้าใจแบบตรรกะ เหตุผล

ใช้การตระหนักรู้ ! ไม่ใช่ ความรู้แบบ “ รู้แจ้ง เห็นจริง” ( แบบพระพุทธเจ้า) ก็เลยแบ่งจิตใต้สำนึก ให้ละเอียดกว่านี้ไม่ได้ !

แต่พระพุทธเจ้า ท่านรู้ จาก “ญาณทัศนะ” ! ท่านรู้ด้วยการเห็น เป็นวิธีรู้อีกแบบหนึ่ง คือ ท่าน “เห็นจิต”! ว่า จิต มี 4 ส่วน ( ในความเป็นมนุษย์ประกอบด้วยร่างกาย 1 อีก 4 เป็นพลังงาน / จิต หรือ ขันธ์ 5 รูป 1 นาม 4 )

@dhamma-media

( 1. รูป ส่วนที่เป็นร่างกาย : admin )

2.จิต ที่ทำให้เรารู้ตัว ตรงกันกับจิตสำนึก อันนี้เรียกว่า วิญญาณ

อีก 3 ส่วน ที่เทียบได้กับ จิตใต้สำนึก ทางวิทยาศาสตร์ คือ

3. จิตส่วน “สังขาร” คือ การปรุงแต่ง ด้วยกิเลส ตัณหา ความอยาก ด้วยอุปทาน เวลาเรารับข้อมูลไปก็จะปรุงแต่ง ปรุงแต่งเสร็จ ก็แสดงอารมณ์

4. เวทนา ส่วนที่แสดงอารมณ์ ถ้าเรารับข้อมูลด้านไม่ดี เราก็มีอารมณ์ที่ไม่ดี ถ้าเรารับข้อมูลด้านดี เราก็ปรุงแต่งอารมณ์ด้านดีขึ้น เช่น ถ้าปรุงแต่งอารมณ์ด้านไม่ดีเสร็จ มันก็มีผลต่อกายเลย

มันก็เกิดคาวมไม่ดีขึ้นในระบบต่างๆ ถ้าเราเครียด มันก็เกิดผลเสีย โกรธก็เกิดผลเสีย อะไรที่นำไปสู่ภาวะที่ตื่นเต้น รุนแรง … มันเสียหมดเลย!

( ยกตัวอย่างเช่น เคยมีเรื่องเกิดขึ้นว่า แพทย์ส่งข้อมูลผิด ให้กับคนไข้ว่าเขาเป็นมะเร็ง(ทั้งๆที่เขาไม่ได้เป็น) คนไข้เมื่อรับรู้ก็เกิดจิตตก เกิดความกลัว แล้วก็ฝังลงไปในจิตใต้สำนึก! จากอาการทางจิตอย่างนั้น

ก็ส่งผลต่อร่างกายก่อตัวเป็นมะเร็งขึ้นมาได้! ทั้งๆ ก่อนหน้านี้ไม่มีเซลล์มะเร็ง! แต่การเสื่อมสภาพ ของร่างกาย เท่ากับคนเป็นมะเร็ง ซึ่งเรื่องพวกนี้รุนแรง และเสียหายมาก )

( 5. สัญญา หมายถึง ส่วนที่เป็นการจำสิ่ง/ข้อมูลที่ได้รับ : admin )

ฉะนั้น ถ้าเราเป็นคนที่มีต้นทุนแข็งแรง เรารับเรื่องร้ายๆ เลวๆ มาเราไม่ทุกข์ เราตัดได้ เราปล่อยวางได้ มัน ก็ไม่เกิดจินตนาการไปทางด้านลบ ฉะนั้น คนแข็งแรง สุขภาพจิตดี อยู่ในสภาพไหนก็ได้ ซึ่งไม่น่าห่วง

ไม่เป็นทุกข์ มองโลกในแง่ดี ความทุกข์มาปะทะ ก็จัดการได้ มันสลายไปได้

แต่คนที่ต้นทุนต่ำ มองโลกในแง่ร้าย รับเรื่องดีๆ ก็ยังกลายเป็นร้ายได้ ถ้าเป็นเรื่องร้ายก็ยิ่งร้ายเข้าไปใหญ่ พอร้ายปุ๊ปมันเก็บฝัง ฝังไปที่ตัวแม่ทัพเลย ! มันก็กระจายความร้ายมาที่ร่างกาย

กระจายความร้ายไปที่พฤติกรรมการใช้ชีวิต กระจายความร้ายไปในสังคมอีก  เพราะฉะนั้น เวลาที่เราทำกรรมอะไรขึ้นมาสักอย่าง หรือ กิจกรรมอะไร มันผลต่อ ทั้ง กาย และ จิต ไปพร้อมๆ กัน

ถ้า! ทำกรรมดี กำไร 3 เด้ง คือ ได้ผลที่ดี ทั้งด้านร่างกาย จิตใจเรา และสังคมได้ด้วย และยัง 3 เด้ง ทั้งปัจจุบัน ชาตินี้ และ ชาติหน้า อีก !!!

ด้วยเหตุผลสำคัญนี้ คนที่หายป่วยจากมะเร็ง ด้วย จิตใจ ที่ดีมีกำลังใจที่เข็มแข็ง จึงมี! และเยอะมาก !  แต่แพทย์ปัจจุบัน อาจจะบอกว่า ฟลุค!!! เพราะด้วยเป็นกรณีที่ไม่รู้คำอธิบาย จึงโยนลงเข่งเดียวกันว่าฟลุค !

เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาให้ดี มะเร็งสามารถรักษาได้ และไม่อยากให้คนที่ป่วยเป็นมะเร็งสิ้นหวัง!ซึ่งจริงๆ ไม่ควรสิ้นหวังอีกแล้ว! แค่เราทำตัวให้ถูกต้องตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น เราหายได้!

เบาหวานเราก็หายได้! ความดันโลหิตสูงก็หายได้! แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ขึ้นอยู่กับระดับ วิธีการ ความเข้าใจของเรา ว่าเราจะไปใช้มันถูกต้องแค่ไหน  ต่อสู้กับมันได้ทันไหม ถ้าต่อสู้ได้ทัน มะเร็งก็หายได้ หายได้ทุกชนิด

ทั้งนี้, การแพทย์ปัจจุบัน ก็ไม่ได้เป็นข้อเสียมากนักในการรักษามะเร็ง แต่มีจุดอ่อนอยู่มาก คือ  เมื่อรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว เราไม่เปลี่ยนตัวเอง เราใช้ชีวิตแบบเดิม ก็กลับไปเป็นมะเร็งใหม่อีกรอบ

ซึ่งเป็นแล้วแรงกว่าเดิม …  แต่ถ้าเราเปลี่ยนมาใช้วิธีธรรมชาติช่วยด้วย ธรรมชาติบำบัด แล้วเราจะช่วยปิดจุดอ่อนของการรักษามะเร็งแบบนั้น และเราจะหายแบบดีกว่าคนทั่วไป เพราะเราเอาความกลัวมะเร็ง

มาเปลี่ยนตัวเรา  แล้วเราก็หายจากมะเร็ง เมื่อหายจากมะเร็ง เราจะไม่เป็นโรคอื่นอีกด้วย แล้วเราจะแข็งแรง กว่าคนอื่นด้วย เราจะอายุยืนกว่าคนอื่นด้วย จาก ทุกข์ ก็เป็น ทุกขลาภ !

@fuzia.com

“มนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่ง เราอยู่กับธรรมชาติ ถ้าเราทำตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้ ธรรมชาติก็จะส่งเสริมให้เราอยู่ดีมีสุข มีอายุตามเกณฑ์ที่มันควรจะเป็นตามธรรมชาติ คือ ปัจจุบันมนุษย์ถูกออกแบบให้อยู่ 120 ปี

แต่ปัจจุบันเราอยู่ถึง 90 ปี เราบอกเก่งแล้ว อายุยืนแล้ว ทั้งๆ ที่ตายเร็วกว่าที่ควรจะเป็นตั้ง 30 ปี อันนี้เพราะเราใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ!”

— เป็นยังไงบ้างคะ  ยาวหน่อยแต่คุณค่ามาเต็มทุกคำ!  และไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปเลยใช่ไหมคะ…ปรับวิถีชีวิตเพียงแค่ 4 วิธี เท่านั้น  ก็ได้ชีวิตใหม่ที่สดใน แข็งแรงทั้งร่างกายจิตใจแล้ว!

lifecumentary หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลความรู้นี้ จะช่วยให้ทุกท่านมีกำลังใจที่จะทำวิถีชีวิต  เพื่อดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิตของเราให้ดีขึ้น และมั่นคง ยั่งยืนตลอดไปนะคะ ^^

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน ดูแลชีวิตใด้ดี มีกำลังกายที่แข็งแรง มีพลังใจที่ดีไปด้วยกันนะคะ  และแน่นอนค่ะ มี Lifecumentary มี Tips มาฝากอีกหนึ่งวิถีเพื่อดูแลสุขภาพกายและใจด้วยค่ะ คลิกเลย : สุขภาพดี อายุยืน

และอย่าลืมส่งต่อเรื่องราวดีๆ ให้กับคนที่เรารัก และเพื่อนๆของเรานะคะ

Lifecumentary เรียบเรียง

ขอขอบคุณข้อมูลอันทรงคุณค่า จาก นายแพทย์ บุญชัย อิศราพิสิษฐ์   และรายการ ที่นี้หมอชิต

ศึกษาข้อมูลสุขภาพเพิ่มเติม(คลิก) :  แพทย์อเมริกาเปิดเผยความจริง ถึง ความเชื่อผิดๆทางโภชณาการมากว่า 60 ปี! และสาเหตุแท้จริงของโรคต่างๆ!

Facebook Comments