ทำดีต้องได้ดี! ทำชั่วได้ดี ไม่มีในภพ 3 ! กรรมดี กรรมชั่ว ส่งผลยังไง ? ภาค 2

ครั้งที่แล้ว เราทำความรู้จักกับ … การส่งผลของกรรมตามหน้าที่ ( ภาค 1 )(คลิกเพื่ออ่าน) ครั้งนี้ เรามาทำความรู้จักกับลักษณะของ … กรรมที่ส่งผลตามลำดับก่อนหลัง ( ภาค 2 ) ว่ามีอะไรบ้าง

1. ครุกรรม คือ กรรมที่กำลังแรงมาก หรือ หนักมาก ที่จะให้ผลแก่ผู้เป็นเจ้าของกรรมเป็นลำดับแรก โดยกรรมอื่นๆ ไม่มีอำนาจที่จะขัดขวางการให้ผลของครุกรรมได้

มีทั้ง ครุกรรมฝ่ายดี  ที่จะพาสัตว์นั้นไปเกิดและได้รับความสุขในภพภูมิที่ดี โดยไม่มีกรรมชั่วใดๆขวางกั้นได้ และ ครุกรรมฝ่ายชั่ว ที่นำสัตว์ไปเกิดและได้รับทุกข์ในอบายภูมิ

โดยไม่มีกรรมดีใดๆ ช่วยตัดรอนได้ในทำนองเดียวกัน  … ครุกรรมฝ่ายอกุศลกรรม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. การที่มีความเห็นผิดอย่างแรงกล้า ( นิตยมิจฉาทิฏฐิกรรม) เช่น มีความเห็นผิดว่ากรรมไม่มีผล การกระทำทั้งหลายไม่ถือว่าเป็นความดีเป็นความชั่วหรือเป็นบุญเป็นบาป เป็นต้น และยังแบ่งกรรมนี้ ออกเป็น 3 อย่าง คือ

1.1 การมีความเห็นผิดว่า การทำดีทำชั่วย่อมไม่มีผล ( นัตถิกทิฏฐิ )

1.2 การมีความเห็นผิดว่า สัตว์ทั้งหลายที่กำลังเป็นไปอยู่นี้ไม่ได้อาศัยเหตุใดเลย (อเหตุกทิฏฐิ) คือ ความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายไม่ใช่เกิดจากผลแห่งกรรมใดทั้งสิ้น

1.3 การมีความเห็นผิดว่า การกระทำต่างๆ ของสัตว์นั้นไม่สำเร็จเป็นบุญเป็นบาปแต่อย่างใด ( อกิริยาทิฏฐิ )

2. อนันตริยกรรม คือ กรรมหนัก ซึ่งมีทั้งฝ่ายกรรมดี และ กรรมชั่ว * ที่มีอำนาจให้ผลในภพชาติต่อไปอย่างแน่นอน ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มี 5 ประการ คือ

1 มาตุฆาต การฆ่ามารดาผู้ให้กำเนิด  2 ปิตุฆาต การฆ่าบิดาผู้ให้กำเนิด  :  มาตุฆาต และปิตุฆาต การฆ่ามารดาและบิดา หมายถึงมารดาและบิดาผู้ให้กำเนิดเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงมารดาและบิดาผู้คอยเลี้ยงดู

หรือผู้มีพระคุณในภายหลัง ซึ่งไม่ว่าผู้ฆ่าจะทราบหรือไม่ทราบว่าผู้ที่ตนฆ่าไปนั้น เป็นมารดาหรือบิดาของตนก็ตาม ก็จัดเป็นอนันตริยกรรมทั้งสิ้น

3 อรหันตฆาต การฆ่าพระอรหันต์ หรือเป็นต้นเหตุให้ท่านต้องดับขันธ์ และไม่ว่าท่านจะบวชแล้ว หรือยังไม่บวช ก็ถือว่าเป็น อนันตริยกรรม

4 โลหิตุปบาท การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต

5 สังฆเภท การทำให้สงฆ์แตกแยกกัน

อนันตริยกรรมทั้ง 5 ประการนี้ มีโทษ และลำดับการให้ผลดังนี้ …  สังฆเภท โทษหนักที่สุดให้ผลเป็นอันดับแรก   โลหิตตุปบาท มีโทษหนักและให้ผลรองจากสังฆเภท

อรหันตฆาต มีโทษหนักและให้ผลรองจากโลหิตุปบาท  มาตุฆาตและปิตุฆาต มีโทษและให้ผลในลำดับสุดท้าย

อนันตริยกรรมทั้ง 5 ประการนี้ ถ้าทำอนันตริยกรรมครบทั้ง 5 ประการ ตายไปแล้ว กรรมชั่วที่ทำสังฆเภทก็จะให้ผลนำไปสู่อเวจีมหานรก แต่ถ้าไม่ได้ทำสังฆเภท โลหิตตุปบาทจะให้ผล

แต่ถ้าไม่ได้ทำทั้งสองอย่างที่กล่าวมา อรหันตฆาตก็จะให้ผล แต่ถ้าอรหันตฆาตก็ไม่ได้ทำ สังฆเภทและ โลหิตตุปบาทก็ไม่ได้ทำ มาตุฆาตและปิตุฆาตก็จะให้ผล

ครุกรรมฝ่ายดี หรือ มหากุศลใหญ่ เช่น มหัคคตกุศล 9 ประการ ( หรือ ฌานกุศล 9 ) เกิดจากการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน ผลที่เกิดจะมีกำลังมาก เมื่อผู้ได้ฌานดับขันธ์จากกายมนุษย์

จะทำให้ไปเกิดในพรหมโลกทันที โดยไม่มีกรรมใดไม่ว่าจะเป็น กุศลกรรมและอกุศลกรรม จะมีอำนาจเหนือกว่าหรือขวางกั้นได้

3. อาสันนกรรม คือ กรรมดี และ กรรมชั่ว ที่บุคคลได้กระทำในเวลาใกล้จะตาย หรือการระลึกถึงกุศลกรรมและอกุศลกรรมในเวลาใกล้ตาย ซึ่งมีลำดับการให้ผลเป็นที่ 2 รองจากครุกรรม หมายความว่า

ถ้าสรรพสัตว์ที่เกิดในวัฏสงสารนี้ไม่ได้ทำครุกรรมอะไร ทั้งในส่วนที่เป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมแล้ว อาสันนกรรมก็จะให้ผลเป็นลำดับแรกในภพชาติต่อไป หรือในกรณีที่ครุกรรมให้ผลเสร็จสิ้นแล้ว

อาสันนกรรมก็จะให้ผลในลำดับต่อมาทันที โดยแม้ว่าอาสันนกรรมจะมีเพียงเล็กน้อย แต่ก็จะให้ผลก่อนกรรมอื่นแม้มากกว่า โดยถ้าเป็นฝ่ายดี ก็จะชักนำผู้ที่กระทำไปเกิดในสุคติภูมิ ถ้าเป็นฝ่ายชั่ว

ก็จะนำผู้กระทำไปเกิดในทุคติภูมิ

4. อาจิณณกรรม คือ กรรมดี และ กรรมชั่ว ที่กระทำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำหรือทำบ่อยๆ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ … อาจิณณกรรมนี้ให้ผลเป็นลำดับที่ 3 ถัดจากครุกรรม และอาสันนกรรม

โดยเมื่อทั้งครุกรรมและอาสันนกรรมให้ผลเสร็จสิ้นแล้ว อาจิณณกรรมจึงจะให้ผล ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าอาจิณณกรรมฝ่ายใดมีกำลังแรงกว่า อาจิณณกรรมฝ่ายนั้นก็จะให้ผลก่อน เช่น ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายกรรมดี

มีกำลังแรงกว่าก็จะให้ผลก่อนอาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลกรรม เป็นต้น การกระทำในทางดีก็จะเป็นอาจิณณกรรมฝ่ายกุศล เช่น คนชอบทำทาน ใส่บาตรพระอยู่เป็นประจำทุกเช้า หรือตั้งใจรักษาศีลทุกวัน

มีน้ำใจช่วยเหลือญาติมิตร หรือคนยากจน เป็นต้น อาจิณณกรรมฝ่ายกุศลกรรมนี้ก็จะมีกำลังมากที่จะให้ผลเกิดความสุขความเจริญยิ่งขึ้น … แต่ถ้าหากเป็นการกระทำที่ไม่ดีก็จะเป็นอาจิณณกรรมฝ่ายอกุศล

เช่น ฆ่าสัตว์  นินทาว่าร้าย รังแกกลั่นแกล้งทำลายผู้อื่น คดโกง ผิดศีล กินเหล้า …ฯลฯ เป็นประจำ เป็นต้น อาจิณณกรรมฝ่ายชั่วนี้ก็จะมีกำลังมากที่จะให้ผลเกิดความทุกข์ความเดือดร้อนต่อชีวิตต่อไป

5.กตัตตากรรม หรือ กฏัตตาวาปนกรรม คือ กรรมดี และ กรรมชั่ว ที่แต่ละคนได้ทำมาแล้วทั้งในอดีตชาติและในปัจจุบันชาติ และเป็นเพียงกรรมที่ผู้กระทำไม่มีเจตนา หรือไม่ได้มีความตั้งใจที่จะกระทำ

จะให้ผลเป็นอันดับที่ 4 เป็นกรรมที่ผู้กระทำไม่ได้มีเจตนา หรือไม่ได้มีความตั้งใจทำ เช่น การกระทำของเด็กทารกไร้เดียงสา ที่ปลูกฝังสิ่งที่ดีงามให้กับลูก เวลาที่จะทำบุญตักบาตร ก็จับมือเด็กทารกที่ยังไม่รู้อะไรเลย

ให้ถวายทานแก่พระสงฆ์ หรือเวลาที่พระผ่านมา ก็สอนให้พนมมือไหว้ด้วยความเคารพ ทั้งๆ ที่ลูกนั้นยังไม่รู้เรื่องอะไร แต่ว่ากุศลกรรมที่ได้ทำลงไปนั้นก็มีผล ( และความสำคัญอีกประการคือ เป็นการปลูกฝั่งนิสัยใฝ่ดี

และสัมมาทิฏฐิให้แก่ลูก ) แม้จะทำแบบไม่รู้เรื่องก็ตาม แต่กุศลกรรมที่สักแต่ว่าทำก็เป็นกรรมที่มีกำลังอ่อน เพราะหลักของกรรมนั้นมีอยู่ว่า …

“ เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม” ฉะนั้นถ้าไม่มีเจตนา ก็ไม่เรียกว่าเป็นกรรม หรือถ้าเป็นกรรม ก็ไม่ส่งผลรุนแรงเท่ากับการกระทำที่มีเจตนาแรงกล้า

กตัตตากรรมนี้จึงไม่มีกำหนดเวลาที่จะให้ผลแน่นอน เพราะเป็นกรรมที่มีกำลังอ่อนที่ช่วยเสริมกรรมอื่น .

ถึงตรงนี้ เราก็จะเห็นได้ชัดว่า ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำไม่ว่าดี หรือ ชั่ว … มีลำดับการส่งผลก่อน/หลัง ฉะนั้น คนที่บ่นว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำชั่วแล้วได้ดี ก็ต้องทำความเข้าใจกับ ณ ประการนี้ให้ดี จะได้ไม่ร้อนใจ หรือ

น้อยใจชีวิต  ว่าทำดีแล้วไม่เห็นผล ขอให้เชื่อมั่นได้เลยว่า เราสามารถไว้วางใจและมั่นคงในความดี ได้อย่างแน่นอน ขอให้เราทำดีให้สม่ำเสมอและมากพอ เป็นสำคัญ

อนึ่ง, ก่อนจาก lifecumentary ก็ขอฝากไว้ด้วยความห่วงใยและปรารถนาดีว่า… ผู้ที่คิด / กล่าว หรือ เชื่อว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำชั่วแล้วไม่ได้ชั่ว หรือ ทำชั่วแล้วได้ดี …. ระวังจะเข้าข่ายกล่าวตู่พุทธพจน์ด้วยนะคะ

ซึ่งนั้นนับเป็น “อกุศลกรรม” ประเภทหนึ่งที่หนักเอาการ ! …   โปรดติดตาม กรรมภาค 3 : กรรมส่งผลตามวาระเวลา ( คลิก )

Lifecumentary เรียบเรียง

 

Facebook Comments