พลังดวงดาวในจักรวาล ส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์ได้อย่างไร?! ใครคือผู้ควบคุมพลังงานนี้?

ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดู “ดาว” ในท้องฟ้ายามราตรี คงจะมีความคิดตรงกันว่า โลกมนุษย์เรานั้นช่างเล็กเสียเหลือเกินเพราะยังมีสิ่งที่ลี้ลับและไม่สามารถค้นหาคำตอบได้อีกมากมาย

รวมทั้งก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า ชีวิตมนุษย์ที่เกิดมามีความสัมพันธ์กับดาวในจักรวาลอย่างไรและดวงดาวเหล่านั้น มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตมากน้อยขนาดไหน?

ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าเคยตรัสถาม “พระอานนท์” ว่าทรายที่ท่านกอบจากท้องทะเลซึ่งอยู่ในมือท่าน กับทรายในท้องทะเลอย่างไหนมากกว่ากันพระอานนท์ตอบว่า ทรายที่อยู่ในมือมีน้อยกว่า

พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบไปว่าดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้านั้น มีมากกว่าทรายในท้องทะเลอีก และนั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนเริ่มสงสัยตีความและค้นหาคำตอบว่ามนุษย์กับดวงดาวในจักรวาลนั้นมีความสัมพันธ์

และข้องเกี่ยวกันอย่างไร …

อาจารย์ศุภชัย จารุสมบูรณ์ ผู้อำนวยการอโรคยาสถานและที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อการพัฒนาแพทย์ทางเลือกประเทศไทย ยกตัวอย่างให้ฟังว่า เวลาที่เราโมโห ดีใจหรือเสียใจ จะก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือน

ซึ่งสามารถสะท้อนออกไปจากตัวเรา  และเดินทางเคลื่อนเข้าไปในอวกาศได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดแต่จะไปหยุดอยู่ที่ “หลุมดำ” เพราะหลุมดำมีแรงดึงดูดเป็นก้นหอยเข้าไปหาใจกลาง ของกาแล็กซี่ 

จากนั้น  หลุมดำก็จะบันทึกเอาไว้ว่า คนเราทำอะไรมาบ้าง ทั้งดีและไม่ดีขณะที่ร่างกายของมนุษย์นั้น จะมีเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “นิวคลิโอไทด์” เซลล์นี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดรหั

พันธุกรรมของมนุษย์หรือควบคุมดีเอ็นเอ   เจ้านิวคลิโอไทด์นี้นี่เองก็จะรับบันทึกคุณงามความดีจากหลุมดำที่ส่งคลื่นเสียงสะท้อนกลับมา  ถ้าเราทำความชั่ว ไม่ว่าจะมากหรือน้อย

นิวคลิโอไทด์ก็จะสั่นสะเทือนผิดปกติและก็หลั่งสารชนิดหนึ่งออกมาเรียกว่า “สารแห่งความตาย” ซึ่งจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยและตายในที่สุด

“คุณไม่เคยสงสัยหรือว่า ทำไมมนุษย์ต้องแก่ตายทำไมไม่อยู่ไปเรื่อย ๆ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะความชั่วที่ถูกบันทึกไว้จะเป็นตัวกำหนดชีวิตของคุณและเป็นข้อมูลที่ไม่มีวันผิดพลาด”

ฟังอาจารย์ศุภชัยแล้วใครที่ทำชั่วไว้ก็เตรียมตัวเตรียมใจกันเอาไว้ได้เลย เพราะยังไง ๆ ก็ไม่รอดแน่  ประเด็นสำคัญที่จะต้องอธิบายเป็นประการถัดมา และเชื่อว่า หลายคนคงไม่รู้นั่นก็คือ

“ความสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายกับจักรวาล” ที่ดำรงอยู่อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

ยกตัวอย่างเช่น…  หัวใจและลำไส้เล็กได้รับอิทธิพลของสนามแม่เหล็กจากดาวอังคาร  ปอดและลำไส้ใหญ่ได้รับอิทธิพลของดาวพระศุกร์  กระเพาะและม้ามได้รับอิทธิพลของดาวเสาร์

ตับและถุงน้ำดีได้รับอิทธิพลของดาวพฤหัสบดี  ไตและกระเพาะปัสสาวะได้รับอิทธิพลของดาวพุธ

นอกจากนั้น มนุษย์แต่ละคนเวลาที่เกิดมาก็อยู่ในจังหวะที่ดวงดาวหมุนวนรอบโลกไม่เหมือนกันอีกด้วยตรงนี้ อาจารย์ศุภชัยอธิบายว่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจร่วมกันว่าโลกเรานั้นหมุนรอบตัวเอง

แล้วก็หมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วยเพราะฉะนั้นตำแหน่งจังหวะเวลาที่เราเกิด   ดวงดาวจึงอยู่ในตำแหน่งไม่เหมือนกันซึ่งตำแหน่งของดวงดาวเหล่านั้นมีความสำคัญกับพลังงานในร่างกายมนุษย์

เพราะว่าตำแหน่งของดวงดาวจะส่งพลังประจุและปราณผ่านเข้ามาทางจุดชีพจรจากนั้นจึงเข้ามาทำปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กในร่างกายมนุษย์  ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเหตุที่ทำให้คนมีโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่เหมือนกัน

ขณะเดียวกัน ธรรมชาติร่างกายของมนุษย์ทุกคนก็จะมีจุดอ่อนอยู่ 3 เดือนคือเป็นจุดอ่อนในช่วงที่ไม่ได้อยู่ในครรภ์ของผู้เป็นแม่ทำให้ได้รับพลังงานจากจักรราศีได้เพียงแต่ 9 เดือนเท่านั้น

สมมติว่า คุณเกิดในเดือนธันวาคม เดือนที่ร่างกายอ่อนแอและมีโอกาสเจ็บไข้ได้ป่วยมากที่สุดต้องนับย้อนหลังไปอีก3 เดือน ซึ่งก็คือ เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและมกราคมส่วนเดือนที่อ่อนแอที่สุดก็คือเดือนกุมภาพันธ์

ที่มีความสัมพันธ์กับถุงน้ำดีดังนั้น  คุณก็มักจะเจ็บป่วยที่ข้องเกี่ยวกับถุงน้ำดีเพราะฉะนั้นจะต้องดูแลเรื่องการกินอาหารมันๆ เนื้อสัตว์ที่ติดมันหรือกะทิ เป็นต้น  หรือถ้าคุณเกิดกันยายน 3 เดือนที่อ่อนแอก็จะประกอบด้วย

เดือนตุลาคมพฤศจิกายนและธันวาคม และเดือนที่มีปัญหามากที่สุดก็คือพฤศจิกายนซึ่งต้องระมัดระวังเรื่องไตและไม่ควรอั้นปัสสาวะไว้  ทีนี้ ในกรณีที่คนๆ นั้นคลอดออกมาก่อนกำหนด 9 เดือนไม่ว่าจะ

ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ต้องผ่าออกก่อนเมื่ออายุครรภ์ได้เพียงแค่ 7 เดือนก็ย่อมหมายความว่า คนๆ นั้น จะขาดพลังของจักรราศีที่ควรจะได้รับไปจึงทำให้มีโอกาสที่จะอ่อนแอและมีอาการผิดแผกแตกต่าง

ไปจากธรรมชาติส่วนถามว่า เรื่องเพศมีความสำคัญกับโรคภัยไข้เจ็บหรือไม่อาจารย์ศุภชัยบอกว่า มีอย่างแน่นอนโดยผู้ชายจะมีจุดอ่อนอยู่ที่อวัยวะซึ่งมีลักษณะทึบตัน ได้แก่ ตับ หัวใจขณะที่ผู้หญิงจะมีจุดอ่อนอยู่

ที่อวัยวะกลาง เช่น กระเพาะ ลำไส้และกระเพาะปัสสาวะ

สิ่งหนึ่งที่เราได้จากความรู้นี้ นั่นคือ ต้นเหตุของ ปฏิกิริยาทุกอย่าง ไม่ว่าจะใกล้ตัวเรา หรือไกลตัวเราออกไปในจักรวาล  ล้วนแต่มีเหตุจากการกระทำของเราทั้งสิ้น!

นั่นมีความหมายอย่างสำคัญว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมนุษย์! ขึ้นอยู่กับ การกระทำทางกาย วาจา ใจ ของมนุษย์ทั้งสิ้น  แปลว่า  มนุษย์ นั่นแหล่ะ คือ ผู้ควบคุมความเป็นไปของดวงดาวหรือจักรวาล !

ผลทั้งหมดที่มนุษย์ได้รับ  มันเริ่มต้นจากข้างในตัวตนของมนุษย์นั้นเอง  ฉะนั้น  เราสามารถกล่าวได้ว่า การเฝ้าดูดวงดาว คือ การเฝ้าดู “ผลของการกระทำที่ได้ทำไปแล้ว” !

อย่างนี้แล้วก็เป็นที่แน่นอนว่า  ถ้าเราต้องการได้สุขภาพ หรือชีวิตในด้านอื่นๆ ที่ดี  ก็ต้องลงมือปลูกเมล็ดการกระทำที่ดีลงไป  เพื่อแก้ไข เพื่อสร้างสิ่งใหม่ เพื่อทำให้ดีกว่าและรับผลที่ดีกว่าได้!  โดยไม่ต้องรอดวงดาว!

lifecumentary Tips :  วิธีทำให้ได้สุขภาพดี อายุยืน แบบยั่งยืน!

เรียบเรียงโดย   ศิริกัลยา

Source  : Uncle Fat & manageronline

Facebook Comments