อยากพ้นเวรพ้นภัย! ชีวิตดี มีศิิริมงคล เจริญรุ่งเรือง ! ทำอย่างนี้ !

ชื่อว่า ศิริมงคล มหากุศลใหญ่ ใครๆ ก็อยากให้เกิดขึ้นกับตัวและผู้ที่เป็นที่รัก หรือแม้ไม่รู้จัก เราก็อยากให้เกิดขึ้นกับทุกคนนะคะ เพราะเป็นพลังานที่ดี จะนำมาซึ่งสิ่งที่ดีสู่ชีวิต จะเป็นคน ก็คนดี จะเป็นของก็ของดี

จะเป็นเหตการณ์ใดก็เป็นเรื่องดีๆ มาแล้วไม่ใช่แค่ดีต่อใจ แต่ยังช่วยบันดาลให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จ มีความสุข ตลอดกาลนาน … แบบนี้มีใครไหมไม่ต้องการ …? แน่นอนว่ามนุษย์ทุกคนต้องการ

แต่สิ่งเหล่านั้นใช่ว่า มีความปรารถนาแล้ว ศิริมงคลมรรคผลความสุขจะร่วงมาจากฟ้า ต้องลงมือทำลงมือสร้างทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีโอกาสที่จะได้สร้างมหากุศลใหญ่ ผู้คนที่ฉลาดมองกาลไกลก็ไม่พลาด

ที่จะจัดเต็ม! ชนิดที่ว่า เรายังนึกไม่ถึง ! … วันนี้ เราไปทัศนาการสั่งสมมหากุศลให้กับตนเองเมื่อมี “โอกาส” ของ คนสมัยพุทธกาล กันค่ะ ว่า … พวกเขาทำการเคารพสักการบูชาพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสด็จจาก

กรุงราชคฤห์ สู่ กรุงเวสาลี และพระภิกษุสงฆ์ที่ตามเสด็จ อย่างไร … ต่อไปนี้ คือ เรื่องราวที่คัดมาจากพระไตรปิฏก ความว่า …

ก็กรุงเวสาลีนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอุบัติ ก็มั่นคงไพบูลย์ ด้วยว่า ในกรุงเวสาลีนั้นมีเจ้าอยู่ถึง ๗,๗๐๗ พระองค์. พระยุพราชเสนาบดีและภัณฑาคาริกเป็นต้นก็เหมือนกัน  เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า

สมัยนั้นแล กรุงเวสาลีมั่นคงเจริญ มีคนมาก มีคน เกลื่อนกล่น มีอาหารหาได้ง่าย มีปราสาท ๗,๗๐๗ หลัง มีเรือนยอด ๗,๗๐๗ หลัง มีอาราม ๗,๗๐๗ อาราม มี สระโบกขรณี ๗,๗๐๗ สระ.

สมัยต่อมา กรุงเวสาลีนั้นเกิดทุพภิกขภัย ฝนแล้งข้าวกล้าตายนึ่ง. คนยากคนจนตายก่อน เขาทิ้งคนเหล่านั้นไปนอกนคร. พวกอมนุษย์ได้กลิ่นคนตายก็พากันเข้าพระนคร. แต่นั้น ผู้คนก็ตายเพิ่มมากขึ้น.

เพราะความปฏิกูลนั้น อหิวาตกโรคก็เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย. ชาวกรุงเวสาลีถูกภัย ๓ อย่าง คือทุพภิกขภัย อมนุสสภัยและโรคภัยเบียดเบียน ก็เข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ขอเดชะ เกิดภัย ๓ อย่างในพระนครนี้แล้ว

พระเจ้าข้า แต่ก่อนนี้ นับได้ ๗ ชั่วราชสกุล ไม่เคยเกิดภัยเช่นนี้เลย ชะรอยพระองค์ไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม บัดนี้ ภัยนั้นจึงเกิดขึ้น. พระราชาทรงประชุมเจ้าลิจฉวีทุกพระองค์ในที่ว่าราชการ ตรัสว่า ขอได้โปรดพิจารณา

ทบทวนข้อที่เราไม่ตั้งอยู่ในธรรมเถิด.

เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นพิจารณาทบทวนถึงประเพณีทุกอย่าง ก็ไม่ทรงเห็นข้อบกพร่องไรๆ แต่นั้น ก็ไม่เห็นโทษขององค์พระราชา จึงพากันคิดว่า ภัยนี้ของเรา จะระงับไปได้อย่างไร. ในที่ประชุมนั้น เจ้าลิจฉวีบางพวก

อ้างถึงศาสดาทั้ง ๖ ว่า พอศาสดาเหล่านี้ย่างเท้าลงเท่านั้น ภัยก็จะระงับไป.   บางพวกตรัสว่า ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก, พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ปวงสัตว์

ทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก พอพระองค์ย่างพระบาทลงเท่านั้น ภัยทุกอย่าง ก็จะระงับไป.  ด้วยเหตุนั้น เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นจึงดีพระทัย ตรัสว่า  ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น บัดนี้ ประทับอยู่ที่ไหนเล่า

พวกเราส่งคนไปเชิญจะไม่เสด็จมาน่ะสิ. เจ้าลิจฉวีอีกพวกหนึ่งตรัสว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทรงเอ็นดูสัตว์ เหตุไร จะไม่เสด็จมาเล่า. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น บัดนี้ ประทับอยู่กรุงราชคฤห์

พระเจ้าพิมพิสารทรงอุปฐากอยู่ เกรงท้าวเธอจะไม่ให้เสด็จมา.

ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เราจะทูลพระเจ้าพิมพิสารให้ทรงเข้าพระทัยแล้วนำพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา แล้วทรงมอบเครื่องบรรณาการเป็นอันมาก

ส่งเจ้าลิจฉวีสองพระองค์ พร้อมด้วยกองกำลังขนาดใหญ่ ไปยังราชสำนักพระเจ้าพิมพิสาร โดยสั่งว่า ขอท่านทูลพระเจ้าพิมพิสารให้เข้าพระทัย แล้วนำพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา เจ้าลิจฉวีทั้งสองพระองค์เสด็จ

ไปถวายเครื่องบรรณาการแด่พระเจ้าพิมพิสาร แล้วแจ้งให้ทรงทราบเรื่องราวแล้วทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดส่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมายังนครของข้าพระองค์ด้วยเถิด.

พระราชาไม่ทรงรับรอง ตรัสว่า พวกท่านทรงรู้เอาเองเถิด.  เจ้าลิจฉวีก็ทูลรับว่า ดีละ พระเจ้าข้า แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภัย ๓ อย่างเกิดขึ้นในนคร

ของข้าพระองค์ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงเสด็จมาไซร้ ความสวัสดีก็จะพึงมีแก่พวกข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาว่า เมื่อตรัสรัตนสูตรในกรุงเวสาลี การอารักขาจักแผ่ไปแสนโกฏิจักรวาล จบสูตร สัตว์ ๘๔,๐๐๐ จักตรัสรู้ธรรม แล้วจึงทรงรับนิมนต์. ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับข่าวว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว โปรดให้โฆษณาไปในพระนครว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์เสด็จไปกรุงเวสาลีแล้ว เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระองค์ทรงรับจะเสด็จไปกรุงเวสาลีหรือ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายพระพร มหาบพิตร. ท้าวเธอทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น โปรดทรงรอจนกว่าจะจัดแจงหนทางถวายนะ พระเจ้าข้า.

ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงทำพื้นที่ ๕ โยชน์ ระหว่างกรุงราชคฤห์และแม่น้ำคงคาให้ราบเรียบแล้ว ให้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเวลาที่จะเสด็จไป พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุ ๕๐๐ รูปแวดล้อมแล้วเสด็จไป

พระราชาทรงเอาดอกไม้ ๕ สีโปรยหนทาง ๕ โยชน์เพียงหัวเข่า ให้ยกธงผ้า หม้อน้ำและต้นกล้วยเป็นต้น ให้กั้นเศวตฉัตร ๒ ชั้นสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉัตรชั้นเดียวสำหรับพระภิกษุแต่ละรูป ทรงทำการบูชา

ด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้นพร้อมด้วยราชบริพารของพระองค์ ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในวิหารหลังหนึ่งๆ ถวายมหาทาน ทรงนำเสด็จสู่ฝั่งแม่น้ำคงคา ๕ วัน.

ณ ที่นี้ ทรงประดับเรือด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง แล้วทรงส่งสาสน์ไปถวายเจ้าลิจฉวีกรุงเวสาลีว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้ว ขอเจ้าลิจฉวีทุกพระองค์ ตกแต่งหนทางถวายการรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.

เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นตกลงกันว่าจะทำการบูชาเป็นสองเท่า ทำพื้นที่ ๓ โยชน์ระหว่างกรุงเวสาลีและแม่น้ำคงคาให้เรียบร้อย จัดเศวตฉัตร ๔ ชั้นสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า สำหรับพระภิกษุแต่ละรูปๆ ละ ๒ ชั้น

ทำการบูชา เสด็จมาคอยอยู่.   ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงทำเรือขนาน ๒ ลำแล้วสร้างมณฑป ประดับด้วยพวงดอกไม้ ปูลาดพุทธอาสน์ทำด้วยรัตนะล้วน ณ มณฑปนั้น. ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือ

พุทธอาสน์นั้น. แม้ภิกษุ ๕๐๐ รูปก็ลงเรือนั่งกันตามสมควร พระราชาส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ลงน้ำประมาณแต่พระศอ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักอยู่กันริมฝั่งแม่น้ำคงคานี้นี่แหละ

จนกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จกลับมา แล้วก็เสด็จกลับ.

เทวดาเบื้องบนจนถึงอกนิษฐภพ ได้พากันทำการบูชา. นาคราชทั้งหลายมีกัมพลนาคและอัสสตรนาคเป็นต้น ซึ่งอาศัยอยู่ใต้แม่น้ำคงคา ก็พากันทำการบูชา. ด้วยการบูชาใหญ่อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปทาง

แม่น้ำคงคา สิ้นระยะทางไกลประมาณโยชน์หนึ่ง ก็เข้าเขตแดนของพวกเจ้าลิจฉวี กรุงเวสาลี.

ต่อนั้น พวกเจ้าลิจฉวีก็ทำการบูชาเป็น ๒ เท่าที่พระเจ้าพิมพิสารทรงทำการบูชา ออกไปรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงในน้ำประมาณแค่พระศอ. ขณะนั้นเอง ครู่นั้นเอง มหาเมฆมียอดคลุมด้วยความมืด

มีแสงฟ้าแลบเคลื่อนตัวไป ส่งเสียงคำรามครืนครั่นก็ตั้งขึ้นทั้งสี่ทิศ. ลำดับนั้น พอพระผู้มีพระภาคเจ้ายกพระบาทแรกวางลงริมฝั่งแม่น้ำคงคา ฝนโบกขรพรรษก็โปรยเม็ดลงมา ชนเหล่าใดต้องการจะเปียก

ชนเหล่านั้นเท่านั้นย่อมเปียก ผู้ไม่ต้องการเปียกก็ไม่เปียก ในที่ทุกแห่ง น้ำย่อมไหลไปเพียงแค่เข่า แค่ขา แค่สะเอว แค่คอ ซากศพทั้งปวงถูกน้ำพัดส่งลงสู่แม่น้ำคงคา พื้นดินก็สะอาดสะอ้าน.

พวกเจ้าลิจฉวีให้พระผู้มีพระเจ้าประทับอยู่ทุกๆ หนึ่งโยชน์ ในระหว่างทางถวายมหาทาน ทรงทำการบูชาเป็นทวีคูณ ๓ วัน จึงนำเสด็จสู่กรุงเวสาลี. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงกรุงเวสาลี ท้าวสักกะจอมทวยเทพ

อันหมู่เทพห้อมล้อมก็เสด็จมาถึง. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนใกล้ประตูพระนครทรงเรียกท่านพระอานนท์มา สั่งว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงเรียนรัตนสูตรนี้ ถือเครื่องประกอบพลีกรรม เที่ยวเดินไประหว่างปราการ ๓ ชั้น

แห่งกรุงเวสาลีกับพวกเจ้าลิจฉวีราชกุมาร ทำพระปริตร แล้วได้ตรัสรัตนสูตร.

( คัดมาจาก : อรรถกถา ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ รัตนสูตรในขุททกปาฐะ )

เห็นภาพการบูชาพระพุทธเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ ในสมัยพุทธกาลชัดไหมคะ ?

-ทำความสะอาดถนนหนทางที่พระองค์จะเสด็จไปตลอด

-โปรยดอกไม้ 5 สี ตลอดเส้นทาง สูงเท่าเข่า ( เมื่อไปถึงกรุงเวสาลี ชาวเมืองเวสาลีก็ทำอย่างนี้อีก…แต่มากขึ้นไปเป็น 2 และ 3 เท่า !!! )

-“เรือ” ที่ทรงประทับ ประดับด้วยพวงดอกไม้ ปูลาดพุทธอาสน์ทำด้วยรัตนะล้วน ณ มณฑป

-เมื่อถึงฝั่งแม่น้ำของ กรุงเวสาลี เหล่ากษัตริย์ และมหาชน ก็ถวายการบูชาเช่นเดียวกัน และ ยิ่งขึ้นไปอีก คือ ขณะรับเสด็จ ได้ทำการบูชาเป็น 2 เท่า ! ของพระเจ้าพิมพิสาร และต่อจากนั้น ระหว่างทางจากแม่น้ำสู่ตัวเมือง

ที่มีการพักทุกๆ 1 โยชน์ ( admin : 1 โยชน์ = 16 กิโลเมตร ) ก็ได้ถวายการบูชา(ต้อนรับ) เป็น 3 เท่า !

ภาษาสมัยพุทธกาล ท่านว่า นั้นคือ การแสดงออกซึ่งความเคารพอย่างสูงสุด ประณีตที่สุด เท่าที่ผู้คนจะทำได้อย่างเต็มกำลัง ด้วยจิตอันเลื่อมใสศรัทธา  ถ้าภาษาสมัยปัจจุบัน ก็นิยามได้ใน 3 คำ ว่า “อลังการ” !

แล้วเพื่ออะไร ? … ประเด็นตรงนี้ต้องชัด ถ้าไม่ชัดก็จะเกิดอาการสับสนมาก ถ้าเอาไปปนกับประเด็นอื่นๆ(ซึ่งยังไม่ขอกล่าวถึง เพราะเดี๋ยวจะไปไกลเกิน) … การบูชาดังกล่าว ก็เป็นสิ่งเดียวกันกับที่เราท่านทั้งหลาย

ถือ ดอกไม้ ธูป(แทนของหอม) เทียน ไปกราบพระพุทธรูปแทนพระพุทธองค์ ณ ที่วัดใดๆ นั้นแลค่ะ … ประเด็นมุ่งไปที่ “ผู้กระทำการบูชา” เป็นสำคัญ นั้นคือ เพื่ออานิสงส์ที่เกิดจากการบูชาบุคคลผู้ควรบูชา

อานิสงส์นั้น คือ ฉันใด ? โดยย่อดังนี้…

1.ย่อมได้ความเป็นผู้บริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ ( คือ ไกลจากกิเลสอาสวะ หรือ จากความชั่วทั้งหลาย)

2.ย่อมได้ รูปสมบัติ คือ ถ้าเกิดเป็นหญิง ก็เป็นคนสวยคนงาม ถ้าเกิดเป็นชาย ก็หล่อ ( รวมทั้ง คุณสมบัติ และ ทรัพย์สมบัติ ด้วยแต่อาจไม่เด่นมาก เพราะสิ่งที่ทำให้ได้คุณสมบัติหรือความฉลาดมีปัญญาดี โดยตรง

คือ การทำสมาธิ, การความดีที่ทำได้ได้ทรัพย์สมบัติโดยตรงคือ การเป็นผู้ให้ )

3.ย่อมเป็นผู้มีปัญญา เป็นสัมมาทิฏฐิ คือ รู้ความจริงของโลกของชีวิต ทำให้ดำเนินชีวิตได้ถูกทาง และประสบความสุขความสำเร็จได้ง่าย ไปตลอดทุกภพชาติ

4.ถ้าถวายสิ่งใด ก็จะได้คุณสมบัติจากสิ่งนั้นๆ เป็นพิเศษ เช่น ถวายของหอม อานิสงส์ก็ส่งให้เป็นผู้มีกลิ่นปากกลิ่นกายหอมตลอดทั้งกลิ่นศีลกลิ่นธรรม คือ เป็นคนดีมีศีลธรรม มีชื่อเสียงไปด้วย

5.มีสุคติ เป็นที่ไป คือ ตายแล้ว ไปเกิดในสวรรค์ ในหมู่สหายของเทวดา ไม่ไปเกิดในนรก

6.บาปกรรมใดๆ ที่มีมา บุญที่บูชาพระพุทธเจ้า ( ปัจจุบันแม้บูชา พระพุทธรูป ก็มีอานิสงส์มหาศาลเช่นกัน รวมทั้ง การเคารพบูชาพระรัตนตรัย ด้วย ) … บาปกรรมที่ผิดพลาดทำมา ก็จะถูกลดทอนให้ผ่อนคลาย

หรือหายไปเลยได้ ( ที่โบราณท่านว่าให้เอาชนะอุปสรรคด้วยความดี นั้นแล )

7.ย่อมได้สมบัติ 3 ประการ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และอย่างยิ่ง คือ นิพพานสมบัติ พ้นทุกข์ได้ในที่สุด

8.ส่วนว่าอานิสงส์อื่นๆ ที่จะเกิด ก็จะเป็นไปตามแล้วแต่ที่เจ้าตัวปรารถนาก็สามารถอธิษฐานได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ให้เป็นความปรารถนาอันเป็นกุศล

สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้คิดในประการต่อมา คือ การบูชาพระรัตนตรัยนั้น เป็นการทำบุญที่ ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายเลย แต่ได้อานิสงส์มากมายมหาศาล แบบข้ามภพข้ามชาติ ดีไหมละคะ?  … ดอกไม้ ไม่ได้หายากเลย

สมัยนี้มีทั้ง ธูปหอม เทียนหอม หรือของหอมอย่างอื่นที่เราคิดว่าประณีต งดงาม เหมาะสม  จัดสิ่งเหล่านี้จัดใส่พาน เข้าไปกราบพระประธานที่วัด หรือ ห้องพระที่บ้านเราก็ได้ ด้วยจิตเลื่อมใสศรัทธา นี้ได้บุญมหาศาลแล้ว

ส่วนว่าใครจะมีโอกาสในการถวายการบูชาพระรัตนตรัย ใน 9 วัด หรือ หลายๆ วัด หลายร้อยหลายพันรูป … นั่น ก็ถือว่าเป็น “โอกาสอันเป็นมงคลพิเศษ” ได้เลยค่ะ … ขออนุโมทนาค่ะ

ปูชา จ ปูชนียานํ (ปูชา จะ ปูชะนียานัง)

การบูชาบุคคลผู้ควรบูชาเป็นมงคลอย่างยิ่งของชีวิต

เรียบเรียงโดย ศิริกัลยา

Facebook Comments