ทำน้อยแต่ได้มาก ! สูตรแห่งความสุขความสำเร็จ! เคล็ดไม่ลับ…ตั้งแต่สร้างโลก !

” น้อย แต่ มาก” …  เล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่! เคยโยนลงก้อนหินลงไปในน้ำ แล้วเกิดเป็นวงน้ำกระเพื่ิอมวงจนถึงฝั่งไหมคะ ?  ขอปล่อยคำถามไว้ให้คิดกันเล่นๆก่อนนะคะ  …

วันนี้ สิ่งที่อยากนำมาแบ่งปันคือ … การบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยดอกไม้ ของหอม ประทีปเทียนไฟ  เป็นอริยประเพณีอันดีงาม และมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานน่าสนใจที่แต่ละเรื่องล้วนแต่น่าทึ่ง!

ซึ่งจะได้ทยอยนำมาเล่าสู่กันฟังนะคะ   เพราะอะไร ? ทำไมสำคัญ ? เกี่ยวอะไรกับฉัน ? … ก็เพราะเราต่างก็รู้กันว่าเราท่านทั้งหลายต่างปรารถนาความสุข ความสำเร็จ ความดีงามในชีวิตกันทุกคนใช่ไหมคะ ?

แต่ด้วยเข้าใจดี  ว่าเราไม่ได้มีทุนอะไรมากมายเหมือนอย่าง บิลล์ เกต หรือ สตีฟ จ๊อบ หรือ มหาเศรษฐีของโลกอีกหลายท่าน ที่สามารถทำบุญทำทานบริจาคได้อย่างมหาศาล (ซึ่งนั้นมันก็จะยิ่งส่งผลให้ท่านเหล่านั้น

มีชีวิตที่ยิ่งด้วยความสุข ความสำเร็จที่ก้าวหน้าสูงขึ้นๆเรื่อยๆ … )

…  ก็กลับมาคิดถึงพี่น้องสามัญชนที่รักทุกท่าน ก็เลยเป็นคำถามแรงบันดาลใจว่า แล้วมันจะมีวิธีการไหน ที่เราจะได้มาซึ่งพลังงานดีๆ ที่เรียกว่า

“บุญ.วาสนา.บารมี” ที่จะเป็นทุน  นำพาชีวิตเราให้ค่อยๆ ดีขึ้น ก้าวไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ ไม่ถอยหลัง … และที่สำคัญ อยู่ในกำลังความสามารถที่เราท่านสามัญชนสามารถทำได้! …

ผู้เขียนก็เลยไปศึกษา ไปค้นหา…อะไรสักอย่างที่  “น้อย แต่ มาก” “เล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ ”  และในที่สุดก็พบ!  แล้วก็เลยคว้ามาแบ่งปันให้พี่น้องทุกท่านได้รู้ด้วยกันค่ะ …  ก็มันจะเจ๋งแค่ไหนละถ้าเราจะรู้วิถีทางลัดสุดยอดลัด

ไปสู่ความสำเร็จแบบติดปีกบิน!  แค่คิดก็ฟินแล้ว! และที่สำคัญ ทางลัดนี้มีคนเดิน มีคนใช้ และมีคนประสบความสำเร็จเพราะวิถีนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว! … และขอบอกล่วงหน้าไว้ก่อนนะคะ “มันเป็นอะไรที่ง่ายมาก” !!!

ดังที่ขึ้นต้นไว้นั่นล่ะนะคะ   …   และก่อนจะไปสู่รายละเอียด ณ บทนี้ จะขอเกริ่นเป็น out line เพื่อให้ท่านที่รักได้เห็นภาพรวมก่อนว่า การบูชา ด้วยวัตถุทานดังกล่าวนั้น เป็นอย่างไร … คณะสหายธรรมได้เรียบเรียงคำ

อธิบายในประการนี้ไว้อย่างดีดังนี้ค่ะ …

สำหรับการบูชาพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยดอกไม้ของหอมนั้น ในอรรถกถาแสดงไว้ชัดเจนมาก แต่ก็มิได้หมายความว่าในพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวไว้  ก่อนอื่นขอให้นึกถึงวัตถุทาน ๑๐ ประการ

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ว่ามีอะไรบ้าง มีข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย และประทีปดวงไฟ   วัตถุทานทั้ง ๑๐ อย่างนี้สามารถนำมาถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม

และพระสงฆ์ได้ มิฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่ตรัสวัตถุทาน ๑๐ อย่างนี้ไว้ แม้วัตถุทาน ๑๐ อย่างนี้  …   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นเพียงอามิสทาน มีผลน้อยกว่าธรรมทาน แต่ก็มิได้ทรงห้ามพุทธบริษัทว่า

ต้องบำเพ็ญแต่ธรรมทาน อามิสทานไม่ต้องบำเพ็ญ ไม่เคยตรัสเช่นนั้นเลย

และแม้เมื่อใกล้จะปรินิพพานที่สาลวโนทยานของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพากันบูชาพระองค์ด้วยดอกไม้ของหอมเป็นอันมาก ดังที่กล่าวไว้ในมหาปรินิพพานสูตร   พระองค์ก็มิได้ทรงติเตียน

การบูชาของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น เพียงแต่ตรัสว่าพุทธบริษัททั้งหลายมิได้บูชาพระองค์ด้วยอามิสบูชาคือดอกไม้ของหอมเหล่านั้นเพียงเท่านั้น   แต่บูชาพระองค์ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง คือ  ด้วยการปฏิบัติธรรม

สมควรแก่ธรรม ซึ่งเท่ากับทรงแสดงว่าอามิสบูชาไม่ใช่การบูชาอย่างยิ่ง การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือ  การเจริญโพธิปักขิยธรรม   มีสติปัฏฐานสี่เป็นต้นต่างหากที่เป็นการบูชาอย่างยิ่ง เพราะอามิสบูชานั้นอานิสงส์

อย่างยิ่งก็แค่สวรรค์สมบัติ แต่ปฏิบัติบูชานั้นอานิสงส์อย่างยิ่ง คือนิพพานสมบัติ

ในพระสูตร ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มีอยู่หลายเรื่องที่กล่าวถึง บุพกรรมของนางเทพธิดาที่เมื่อเป็นมนุษย์ ได้ถวายดอกไม้ของหอมแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยอานิสงส์ของการถวายดอกไม้ของหอมนั้น

จุติแล้วปฏิสนธิในเทวโลก เป็นนางเทพธิดาผู้งดงามทั้งวิมานและร่างกาย   แม้ในขุททกนิกาย อปทาน ก็แสดงบุพกรรมของพระเถระ พระเถรีหลายรูป ก่อนที่จะสิ้นอาสวกิเลสว่า ในอดีต ท่านได้ถวายดอกไม้

แม้เพียงดอกบวบแก่พระพุทธเจ้า  เป็นต้น

จากหลักฐานที่มีมาในพระไตรปิฎกเหล่านี้ ก็คงเป็นข้อยุติได้กระมังว่า คนทั้งหลายในสมัยก่อนพุทธกาล และในสมัยพุทธกาล ท่านได้บูชาพระรัตนตรัยและสิ่งที่เนื่องด้วยพระรัตนตรัย เช่น   พระสถูปที่

บรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วยดอกไม้ของหอม และวัตถุทานอื่นๆ กันมาแล้ว  อันเป็นผลให้ท่านเหล่านั้นไม่ไปสู่ทุคติเลย ตราบจนกระทั่งได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวะกิเลส เข้าสู่พระนิพพานในที่สุด

ตอนต่อไป  ไปดูกันค่ะว่า  การบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยดอกไม้ ของหอม ประทีป … สิ่งอันธรรมดาๆ เหล่านี้ เกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่ทำการบูชา …!

และคำกล่าวที่ว่า “เก็บใบไม้สะเทือนถึงดวงดาว”  นั้น,  คงไม่ใช่คำของกวีที่กล่าวกันสวยๆลอย !

ขอบคุณสาระอันทรงคุณค่า จาก คณะสหายธรรม  และ Tipitaka book

Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *